สิ่งที่ควรพิจารณาในการเลือกซื้อคอมพิวเตอร์

ปัจจุบันคอมพิวเตอร์เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำ วันของเรา

มากขึ้นทุกวัน อาจจะเป็นเพราะว่าเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล (PC)

มีราคาที่ไม่สูงนัก ใช้งานง่ายขึ้น และมีที่เทคโนโลยีที่ลํ้าหน้ามากขึ้น

จึงทำ ให้คอมพิวเตอร์คล้ายกับเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าเครื่องหนึ่งที่ทุกๆ

บ้านจะต้องมีไว้เพื่อใช้งาน ดังนั้นเมื่อต้องการมีคอมพิวเตอร์สักเครื่องก็ควรจะต้องทราบถึงสิ่งต่างๆ ในการ

พิจารณาเลือกซื้อ เพื่อที่จะให้คุม้ คา่ กับเงิน และเกิดประโยชน์ใช้งานสูงสุด สิ่งที่ควรพิจารณามีดังนี้

1. CPU (Central processing Unit )

CPU เปรียบได้กับหัวใจของเครื่อง PC เลยทีเดียว เพราะ CPU จะบอกว่าคอมพิวเตอร์เครื่องนั้น

มีศักยภาพเป็นอย่างไรได้ชัดเจนที่สุด ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ทางบริษัทผู้ผลิต CPU ได้ให้ไว้มากพอสมควร อีก

ประการหนึ่ง CPU จะเป็นตัวกำ หนดราคาของเครื่องด้วย เพราะ CPU แต่ละรุ่นของแต่ละผู้ผลิตก็มีราคาที่

แตกต่างกันไป ปัจจุบันมีผู้ผลิต CPU สำ หรับเครื่อง PC อยู่ 3 รายด้วยกัน คือ Intel, AMD และ VIA แต่ที่

ครองส่วนแบ่งตลาดมากที่สุดเป็น CPU ของ Intel ประกอบด้วย Celeron, Pentium III และ Pentium 4

รองลงมาเป็นของ AMD มี Duron และ Athlon ส่วนของ VIA ก็มี VIA Cyrix MIII และ VAI C3

เมื่อรู้จักผู้ผลิตแล้วก็มาทราบถึงตัวที่จะบอกประสิทธิภาพของ CPU ซึ่งก็คือ สัญญาณนาฬิกาที่

เรียกกันว่า “สัญญาณ Clock” นั่นเอง โดยที่ความเร็วของ Clock จะบอกถึงความเร็วในการประมวลผลของ

CPU ใน 1 วินาที เช่น Pentium III 450 MHz หมายความว่า เป็น CPU ของ Intel รุ่น Pentium III มีความเร็ว

ในการประมวล 450 ล้านคำ สั่งใน 1 วินาที เป็นต้น

2. RAM (Random Access Memory)

RAM คือหน่วยความจำ ภายนอกของเครื่อง PC ที่ใช้เก็บข้อมูลชั่วคราว เพื่อรอการประมวลผล

โดยใช้สัญญาณไฟฟ้าในการเก็บข้อมูล แล้วส่งให้ CPU ประมวลผลต่อไป RAM มีส่วนกำ หนดประสิทธิภาพ

เครื่องเช่นกัน เพราะเป็นสิ่งที่ใช้ในการส่งข้อมูลให้ CPU ถ้า RAM มีน้อยหรือไม่เพียงพอก็จะทำ ให้เครื่อง

ทำ งานได้ช้าลง บางโปรแกรมอาจจะทำ งานไม่ได้อีกด้วย หน่วยของ RAM จะเป็น Megabyte (MB) ปัจจุบันที่

ใช้งานกันมีตั้งแต่ 64 MB, 128 MB และ 256 MB มีทั้งแบบ SD-RAM และ DDR-RAM การเลือกใช้งานก็ขึ้น

อยูกั่บ Main board ว่ารองรับ RAM แบบใด โปรแกรมที่ใช้งานต้องการ RAM เท่าใด

3. Mainboard

เนื่องจาก Mainboard แต่ละรุ่นของแต่ละบริษัทมีเทคโนโลยีที่แตกต่างกันไป สิ่งที่ควรทราบ

สำ หรับ Mainboard คือ ความเร็วของสัญญาณ BUS, ความสามารถในการรองรับ CPU และ RAM สูงสุดเป็น

เท่าใด ความเร็วของสัญญาณ BUS จะเป็นสิ่งที่บอกว่า

Mainboard รุ่นนี้ มีความสามารถในการส่งผ่านข้อมูลได้

สูงสุดเป็นเท่าใดใน 1 วินาที เช่น Mainboard มีระบบ

BUS เท่ากับ 150 MHz หมายความว่า Mainboard

สามารถส่งผ่านข้อมูลได้ 150 ล้านครั้งใน 1 วินาที

ปัญหาของ Main board ส่วนใหญ่จะอยู่ที่การเลือก

อุปกรณ์ต่อพ่วงที่ไม่เหมาะสมมาใช้ เช่น Mainboard มีระบบ BUS เท่ากับ 100 MHz แต่ CPU มีระบบ BUS

เป็น 150 MHz และ RAM มีระบบ BUS เป็น 133 MHz ก็จะทำ ให้เกิดปัญหาเครื่อง Hang บ่อยได้ เนื่องจาก

ความเร็วของ BUS ที่ไม่เท่ากัน จะทำ ให้เกิดการ Overlap กันของสัญญาณ แต่ปัญหาเหล่านี้เกิดน้อยมากกับ

เครื่องที่เป็นเครื่องแบรนด์เนม แต่เกิดมากกับเครื่องที่ประกอบขาย หรือเครื่องที่ซื้ออุปกรณ์มาประกอบเอง

4. VGA Card

เป็นการ์ดที่จะแปลงข้อมูลจาก Digital ไปเป็นสัญญาณภาพแสดงที่หน้าจอของเครื่อง ปัจจุบัน

เทคโนโลยีของ VGA Card จากทุกผู้ผลิตสนับสนุนการทำ งานแบบ 3 มิติ

เกือบทุกรุ่น ส่วนการแสดงผลนั้นสามารถให้สีที่เหมือนจริงซึ่งเรียกกันว่า

True Color ได้สูงถึง 32 บิต หรือ 4,294,967,296 สีเลยทีเดียว อย่างไรก็ตาม

ความสามารถในการแสดงผลของการ์ดก็ขึ้นกับ Memory หรือ RAM ของ

การ์ดด้วย ถ้า RAM ยิ่งมากก็จะช่วยในการแสดงผลให้ได้เร็วและดีขึ้น แต่ราคาก็จะสูงตามไปด้วย จึงควร

พิจารณาให้เหมาะสมกับการใช้งานด้วยว่าต้องการภาพในการทำ งานที่เหมือนจริงเป็นธรรมชาติ หรืองานสิ่ง

พิมพ์ระดับสูงหรือไม่

5. จอภาพ (Monitor)

จอภาพในปัจจุบันมีทั้งแบบ CRT และแบบ LCD การเลือกจอภาพควรพิจารณาถึงความละเอียด

ของจอภาพว่ามีความละเอียดมากน้อยเท่าใด จอภาพที่มีความละเอียดสูงก็จะมีราคาที่สูงตามไปด้วย ดังนั้น

ต้องคำ นึงถึงลักษณะของงานด้วยว่าต้องการความละเอียดมากน้อยเพียงใด หน่วยที่ใช้บอกความละเอียดของ

จอภาพ คือ pixel (Picture Elements) ซึ่งวัดจากจำ นวนจุดทั้งหมดที่แสดงบนจอในแนวนอนและแนวตั้ง เช่น

จอภาพ แบบ CRT จอภาพ แบบ LCD

การแสดงผลที่ 800 × 600 pixel หมายความว่า มีจำ นวนจุดที่แสดงบนจอในแนวนอน 800 จุด และแนวตั้ง

600 จุด ถ้าความละเอียดในการแสดงผลสูงจะให้ภาพที่เล็กลงแต่จะมีพื้นที่ใช้สอยบนจอภาพมากขึ้น ส่วน

ความคมชัดของจอภาพจะวัดเป็น Dot Pitch หมายถึง ช่องว่างระหว่างกึ่งกลางของ pixel ที่อยู่ติดกัน ขนาดยิ่ง

เล็กความคมชัดก็จะสูง ปกติมีค่าไม่เกิน 0.28 มิลลิเมตร

6. Hard Disk

Hard Disk เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการเก็บข้อมูลของเครื่อง เปรียบได้กับตู้เก็บเอกสาร หน่วยของ

Hard disk เป็น Gigabyte (GB) ปัจจุบันที่มีจำ หน่ายจะมีความจุตั้งแต่ 10 GB

ขึ้นไป ซึ่งเพียงพอกับความต้องการใช้งานอยู่แล้ว ดังนั้นสิ่งที่ต้องพิจารณาคือ

การบริการหลังการขาย เนื่องจากเป็นอุปกรณ์ที่ใช้งานค่อนข้างหนัก และราคา

สูงพอสมควร บริการหลังการขายจึงเป็นปัจจัยที่สำ คัญในการที่จะเลือกว่าจะใช้

Hard disk ของผู้ผลิตรายใด

7. CD-ROM

ปัจจุบัน CD-ROM คล้ายกับว่าเป็นอุปกรณ์มาตรฐานสำ หรับเครื่องคอมพิวเตอร์ไปแล้ว เนื่อง

จากโปรแกรมที่ใช้งานในปัจจุบัน บรรจุอยู่ในรูปของแผ่น CD เป็น

ส่วนใหญ่ เพราะโปรแกรมมีขนาด ใหญ่เกินกว่าที่จะบรรจุลงในแผ่น

ดิสก์ได้ รวมทั้งเป็นอุปกรณ์ที่ให้การ สนับสนุนงานด้านมัลติมีเดียต่างๆ

ความเร็วของ CD-ROM อยู่ที่ประมาณ 48-52X การเลือกก็ให้ดูความน่าเชื่อถือของบริษัทผู้ผลิต

8. Sound Card

Sound Card เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการแปลงสัญญาณดิจิตอลเป็น

สัญญาณเสียง ใช้งานด้านมัลติมีเดียเป็นส่วนใหญ่ การเลือกควรพิจารณาการ์ด

แบบที่มี wave table ด้วย เพราะว่ามันจะทำ ให้ได้คุณภาพของเสียงที่ดีขึ้น และ

สามารถเล่น file จำ พวก midi file ได้ดียิ่งขึ้น

9. MODEM

MODEM เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์เข้ากับระบบโทรศัพท์พื้นฐาน เพื่อใช้

งานในการติดต่อสื่อสารผ่านระบบอินเทอร์เน็ต Modem มี 2 แบบ คือ 1. Internal Modem ลักษณะเป็นการ์ด

ที่จะนำ ไปเสียบลงบน Expansion slot ของ Mainboard และ2. External

Modem ลักษณะเป็นกล่องสี่เหลี่ยมอยู่ภายนอกแล้วมีสายต่อเชื่อมเข้ากับ

Serial port ความเร็วใช้งานปัจจุบันอยู่ที่ 56 Kbps. หมายความว่า Modem

ตัวนี้สามารถรับ-ส่งข้อมูลได้ 56,000 บิต ใน 1 วินาที การเลือกใช้แบบ

ไหนนั้นขึ้นอยู่กับลักษณะการใช้งาน ถ้าไม่ต้องการเคลื่อนย้ายก็ใช้แบบ

Internal แต่ถ้าต้องการนำ ไปใช้งานกับเครื่องอื่นๆ ด้วยก็ควรเลือกแบบ External

ในปัจจุบันคอมพิวเตอร์มีบทบาทกับงานแทบทุกสาขา สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจคือคอมพิวเตอร์เป็นเครื่องมือที่ถือเป็นต้นทุนการผลิตตัวหนึ่ง ซึ่งการพิจารณาเช่นนี้จะมีความเกี่ยวข้องกับความคุ้มทุน และประโยชน์ที่ได้รับด้วย บทความนี้ต้องการให้ผู้อ่านได้หันมาพิจารณาการนำระบบคอมพิวเตอร์ช่วยการออกแบบ หรือ แคด (Computer Aided Design) และระบบคอมพิวเตอร์ช่วยการผลิต หรือ แคม (Computer Aided Manufacturing) มาเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการทำงาน

การปฏิวัติการผลิตของโลกในยุคต่าง ๆ
        การพัฒนาสังคมมนุษย์ที่มีความซับซ้อนหลากหลายทางเศรษฐกิจและศิลปวัฒนธรรม ก่อให้เกิดรูปแบบของสถาปัตยกรรม อาคารบ้านเรือน เมือง และนครต่าง ๆ ทั่วทุกมุมโลก ที่เป็นเช่นนี้เนื่องมาจากวิวัฒนาการของสังคมมนุษย์ที่มีกำลังการผลิตแตกต่างกันไปตามเทคโนโลยีในแต่ละยุคสมัย
        การปฏิวัติเกษตรกรรม เกิดขึ้นเมื่อมนุษย์เปลี่ยนตัวเองจากผู้ล่าหาอาหารในธรรมชาติ มาเป็นผู้สร้างผลผลิตทางเกษตรกรรม เทคโนโลยีที่สำคัญในเวลานั้นคือ คันไถที่ช่วยให้มนุษย์สามารถเพาะปลูกพืชไร่เป็นอาหาร และล้อเกวียนเป็นส่วนประกอบสำคัญของพาหนะ ทำให้เกิดการขนส่งขึ้น ช่วงเวลานี้มนุษย์เริ่มอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม ชุมชน เมือง และนครในที่สุด อันเป็นจุดกำเนิดของสถาปัตยกรรม การปฏิวัติในยุคเกษตรกรรมกินเวลาที่ยาวนานนับพันปี
        การปฏิวัติอุตสาหกรรม ใช้เวลาเพียงสองร้อยปี เกิดขึ้นในประเทศอังกฤษ ขยายไปสู่ทั้งทวีปยุโรปและอเมริกาเหนือ หลักการสำคัญของการปฏิวัตอุตสาหกรรมคือแทนที่กำลังผลิตที่ได้จากคนและสัตว์ในยุคเกษรตกรรมด้วยเครื่องจักรกล ทำให้มนุษย์มีความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น อีกทั้งเพื่อพัฒนากระบวนการผลิตที่ได้มาตรฐานเดียวกัน ทำให้เกิดการแข่งขันทั้งทางด้านปริมาณและคุณภาพ ในเชิงปริมาณได้แก่ การผลิตสินค้าได้เป็นจำนวนมาก รวดเร็ว การเดินทางที่ไปได้ไกลกว่า เร็วกว่า ประหยัดต้นทุนกว่าเดิม เป็นต