สิ่งที่ควรพิจารณาในการเลือกซื้อคอมพิวเตอร์

ปัจจุบันคอมพิวเตอร์เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำ วันของเรา

มากขึ้นทุกวัน อาจจะเป็นเพราะว่าเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล (PC)

มีราคาที่ไม่สูงนัก ใช้งานง่ายขึ้น และมีที่เทคโนโลยีที่ลํ้าหน้ามากขึ้น

จึงทำ ให้คอมพิวเตอร์คล้ายกับเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าเครื่องหนึ่งที่ทุกๆ

บ้านจะต้องมีไว้เพื่อใช้งาน ดังนั้นเมื่อต้องการมีคอมพิวเตอร์สักเครื่องก็ควรจะต้องทราบถึงสิ่งต่างๆ ในการ

พิจารณาเลือกซื้อ เพื่อที่จะให้คุม้ คา่ กับเงิน และเกิดประโยชน์ใช้งานสูงสุด สิ่งที่ควรพิจารณามีดังนี้

1. CPU (Central processing Unit )

CPU เปรียบได้กับหัวใจของเครื่อง PC เลยทีเดียว เพราะ CPU จะบอกว่าคอมพิวเตอร์เครื่องนั้น

มีศักยภาพเป็นอย่างไรได้ชัดเจนที่สุด ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ทางบริษัทผู้ผลิต CPU ได้ให้ไว้มากพอสมควร อีก

ประการหนึ่ง CPU จะเป็นตัวกำ หนดราคาของเครื่องด้วย เพราะ CPU แต่ละรุ่นของแต่ละผู้ผลิตก็มีราคาที่

แตกต่างกันไป ปัจจุบันมีผู้ผลิต CPU สำ หรับเครื่อง PC อยู่ 3 รายด้วยกัน คือ Intel, AMD และ VIA แต่ที่

ครองส่วนแบ่งตลาดมากที่สุดเป็น CPU ของ Intel ประกอบด้วย Celeron, Pentium III และ Pentium 4

รองลงมาเป็นของ AMD มี Duron และ Athlon ส่วนของ VIA ก็มี VIA Cyrix MIII และ VAI C3

เมื่อรู้จักผู้ผลิตแล้วก็มาทราบถึงตัวที่จะบอกประสิทธิภาพของ CPU ซึ่งก็คือ สัญญาณนาฬิกาที่

เรียกกันว่า “สัญญาณ Clock” นั่นเอง โดยที่ความเร็วของ Clock จะบอกถึงความเร็วในการประมวลผลของ

CPU ใน 1 วินาที เช่น Pentium III 450 MHz หมายความว่า เป็น CPU ของ Intel รุ่น Pentium III มีความเร็ว

ในการประมวล 450 ล้านคำ สั่งใน 1 วินาที เป็นต้น

2. RAM (Random Access Memory)

RAM คือหน่วยความจำ ภายนอกของเครื่อง PC ที่ใช้เก็บข้อมูลชั่วคราว เพื่อรอการประมวลผล

โดยใช้สัญญาณไฟฟ้าในการเก็บข้อมูล แล้วส่งให้ CPU ประมวลผลต่อไป RAM มีส่วนกำ หนดประสิทธิภาพ

เครื่องเช่นกัน เพราะเป็นสิ่งที่ใช้ในการส่งข้อมูลให้ CPU ถ้า RAM มีน้อยหรือไม่เพียงพอก็จะทำ ให้เครื่อง

ทำ งานได้ช้าลง บางโปรแกรมอาจจะทำ งานไม่ได้อีกด้วย หน่วยของ RAM จะเป็น Megabyte (MB) ปัจจุบันที่

ใช้งานกันมีตั้งแต่ 64 MB, 128 MB และ 256 MB มีทั้งแบบ SD-RAM และ DDR-RAM การเลือกใช้งานก็ขึ้น

อยูกั่บ Main board ว่ารองรับ RAM แบบใด โปรแกรมที่ใช้งานต้องการ RAM เท่าใด

3. Mainboard

เนื่องจาก Mainboard แต่ละรุ่นของแต่ละบริษัทมีเทคโนโลยีที่แตกต่างกันไป สิ่งที่ควรทราบ

สำ หรับ Mainboard คือ ความเร็วของสัญญาณ BUS, ความสามารถในการรองรับ CPU และ RAM สูงสุดเป็น

เท่าใด ความเร็วของสัญญาณ BUS จะเป็นสิ่งที่บอกว่า

Mainboard รุ่นนี้ มีความสามารถในการส่งผ่านข้อมูลได้

สูงสุดเป็นเท่าใดใน 1 วินาที เช่น Mainboard มีระบบ

BUS เท่ากับ 150 MHz หมายความว่า Mainboard

สามารถส่งผ่านข้อมูลได้ 150 ล้านครั้งใน 1 วินาที

ปัญหาของ Main board ส่วนใหญ่จะอยู่ที่การเลือก

อุปกรณ์ต่อพ่วงที่ไม่เหมาะสมมาใช้ เช่น Mainboard มีระบบ BUS เท่ากับ 100 MHz แต่ CPU มีระบบ BUS

เป็น 150 MHz และ RAM มีระบบ BUS เป็น 133 MHz ก็จะทำ ให้เกิดปัญหาเครื่อง Hang บ่อยได้ เนื่องจาก

ความเร็วของ BUS ที่ไม่เท่ากัน จะทำ ให้เกิดการ Overlap กันของสัญญาณ แต่ปัญหาเหล่านี้เกิดน้อยมากกับ

เครื่องที่เป็นเครื่องแบรนด์เนม แต่เกิดมากกับเครื่องที่ประกอบขาย หรือเครื่องที่ซื้ออุปกรณ์มาประกอบเอง

4. VGA Card

เป็นการ์ดที่จะแปลงข้อมูลจาก Digital ไปเป็นสัญญาณภาพแสดงที่หน้าจอของเครื่อง ปัจจุบัน

เทคโนโลยีของ VGA Card จากทุกผู้ผลิตสนับสนุนการทำ งานแบบ 3 มิติ

เกือบทุกรุ่น ส่วนการแสดงผลนั้นสามารถให้สีที่เหมือนจริงซึ่งเรียกกันว่า

True Color ได้สูงถึง 32 บิต หรือ 4,294,967,296 สีเลยทีเดียว อย่างไรก็ตาม

ความสามารถในการแสดงผลของการ์ดก็ขึ้นกับ Memory หรือ RAM ของ

การ์ดด้วย ถ้า RAM ยิ่งมากก็จะช่วยในการแสดงผลให้ได้เร็วและดีขึ้น แต่ราคาก็จะสูงตามไปด้วย จึงควร

พิจารณาให้เหมาะสมกับการใช้งานด้วยว่าต้องการภาพในการทำ งานที่เหมือนจริงเป็นธรรมชาติ หรืองานสิ่ง

พิมพ์ระดับสูงหรือไม่

5. จอภาพ (Monitor)

จอภาพในปัจจุบันมีทั้งแบบ CRT และแบบ LCD การเลือกจอภาพควรพิจารณาถึงความละเอียด

ของจอภาพว่ามีความละเอียดมากน้อยเท่าใด จอภาพที่มีความละเอียดสูงก็จะมีราคาที่สูงตามไปด้วย ดังนั้น

ต้องคำ นึงถึงลักษณะของงานด้วยว่าต้องการความละเอียดมากน้อยเพียงใด หน่วยที่ใช้บอกความละเอียดของ

จอภาพ คือ pixel (Picture Elements) ซึ่งวัดจากจำ นวนจุดทั้งหมดที่แสดงบนจอในแนวนอนและแนวตั้ง เช่น

จอภาพ แบบ CRT จอภาพ แบบ LCD

การแสดงผลที่ 800 × 600 pixel หมายความว่า มีจำ นวนจุดที่แสดงบนจอในแนวนอน 800 จุด และแนวตั้ง

600 จุด ถ้าความละเอียดในการแสดงผลสูงจะให้ภาพที่เล็กลงแต่จะมีพื้นที่ใช้สอยบนจอภาพมากขึ้น ส่วน

ความคมชัดของจอภาพจะวัดเป็น Dot Pitch หมายถึง ช่องว่างระหว่างกึ่งกลางของ pixel ที่อยู่ติดกัน ขนาดยิ่ง

เล็กความคมชัดก็จะสูง ปกติมีค่าไม่เกิน 0.28 มิลลิเมตร

6. Hard Disk

Hard Disk เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการเก็บข้อมูลของเครื่อง เปรียบได้กับตู้เก็บเอกสาร หน่วยของ

Hard disk เป็น Gigabyte (GB) ปัจจุบันที่มีจำ หน่ายจะมีความจุตั้งแต่ 10 GB

ขึ้นไป ซึ่งเพียงพอกับความต้องการใช้งานอยู่แล้ว ดังนั้นสิ่งที่ต้องพิจารณาคือ

การบริการหลังการขาย เนื่องจากเป็นอุปกรณ์ที่ใช้งานค่อนข้างหนัก และราคา

สูงพอสมควร บริการหลังการขายจึงเป็นปัจจัยที่สำ คัญในการที่จะเลือกว่าจะใช้

Hard disk ของผู้ผลิตรายใด

7. CD-ROM

ปัจจุบัน CD-ROM คล้ายกับว่าเป็นอุปกรณ์มาตรฐานสำ หรับเครื่องคอมพิวเตอร์ไปแล้ว เนื่อง

จากโปรแกรมที่ใช้งานในปัจจุบัน บรรจุอยู่ในรูปของแผ่น CD เป็น

ส่วนใหญ่ เพราะโปรแกรมมีขนาด ใหญ่เกินกว่าที่จะบรรจุลงในแผ่น

ดิสก์ได้ รวมทั้งเป็นอุปกรณ์ที่ให้การ สนับสนุนงานด้านมัลติมีเดียต่างๆ

ความเร็วของ CD-ROM อยู่ที่ประมาณ 48-52X การเลือกก็ให้ดูความน่าเชื่อถือของบริษัทผู้ผลิต

8. Sound Card

Sound Card เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการแปลงสัญญาณดิจิตอลเป็น

สัญญาณเสียง ใช้งานด้านมัลติมีเดียเป็นส่วนใหญ่ การเลือกควรพิจารณาการ์ด

แบบที่มี wave table ด้วย เพราะว่ามันจะทำ ให้ได้คุณภาพของเสียงที่ดีขึ้น และ

สามารถเล่น file จำ พวก midi file ได้ดียิ่งขึ้น

9. MODEM

MODEM เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์เข้ากับระบบโทรศัพท์พื้นฐาน เพื่อใช้

งานในการติดต่อสื่อสารผ่านระบบอินเทอร์เน็ต Modem มี 2 แบบ คือ 1. Internal Modem ลักษณะเป็นการ์ด

ที่จะนำ ไปเสียบลงบน Expansion slot ของ Mainboard และ2. External

Modem ลักษณะเป็นกล่องสี่เหลี่ยมอยู่ภายนอกแล้วมีสายต่อเชื่อมเข้ากับ

Serial port ความเร็วใช้งานปัจจุบันอยู่ที่ 56 Kbps. หมายความว่า Modem

ตัวนี้สามารถรับ-ส่งข้อมูลได้ 56,000 บิต ใน 1 วินาที การเลือกใช้แบบ

ไหนนั้นขึ้นอยู่กับลักษณะการใช้งาน ถ้าไม่ต้องการเคลื่อนย้ายก็ใช้แบบ

Internal แต่ถ้าต้องการนำ ไปใช้งานกับเครื่องอื่นๆ ด้วยก็ควรเลือกแบบ External

ในปัจจุบันคอมพิวเตอร์มีบทบาทกับงานแทบทุกสาขา สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจคือคอมพิวเตอร์เป็นเครื่องมือที่ถือเป็นต้นทุนการผลิตตัวหนึ่ง ซึ่งการพิจารณาเช่นนี้จะมีความเกี่ยวข้องกับความคุ้มทุน และประโยชน์ที่ได้รับด้วย บทความนี้ต้องการให้ผู้อ่านได้หันมาพิจารณาการนำระบบคอมพิวเตอร์ช่วยการออกแบบ หรือ แคด (Computer Aided Design) และระบบคอมพิวเตอร์ช่วยการผลิต หรือ แคม (Computer Aided Manufacturing) มาเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการทำงาน

การปฏิวัติการผลิตของโลกในยุคต่าง ๆ
        การพัฒนาสังคมมนุษย์ที่มีความซับซ้อนหลากหลายทางเศรษฐกิจและศิลปวัฒนธรรม ก่อให้เกิดรูปแบบของสถาปัตยกรรม อาคารบ้านเรือน เมือง และนครต่าง ๆ ทั่วทุกมุมโลก ที่เป็นเช่นนี้เนื่องมาจากวิวัฒนาการของสังคมมนุษย์ที่มีกำลังการผลิตแตกต่างกันไปตามเทคโนโลยีในแต่ละยุคสมัย
        การปฏิวัติเกษตรกรรม เกิดขึ้นเมื่อมนุษย์เปลี่ยนตัวเองจากผู้ล่าหาอาหารในธรรมชาติ มาเป็นผู้สร้างผลผลิตทางเกษตรกรรม เทคโนโลยีที่สำคัญในเวลานั้นคือ คันไถที่ช่วยให้มนุษย์สามารถเพาะปลูกพืชไร่เป็นอาหาร และล้อเกวียนเป็นส่วนประกอบสำคัญของพาหนะ ทำให้เกิดการขนส่งขึ้น ช่วงเวลานี้มนุษย์เริ่มอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม ชุมชน เมือง และนครในที่สุด อันเป็นจุดกำเนิดของสถาปัตยกรรม การปฏิวัติในยุคเกษตรกรรมกินเวลาที่ยาวนานนับพันปี
        การปฏิวัติอุตสาหกรรม ใช้เวลาเพียงสองร้อยปี เกิดขึ้นในประเทศอังกฤษ ขยายไปสู่ทั้งทวีปยุโรปและอเมริกาเหนือ หลักการสำคัญของการปฏิวัตอุตสาหกรรมคือแทนที่กำลังผลิตที่ได้จากคนและสัตว์ในยุคเกษรตกรรมด้วยเครื่องจักรกล ทำให้มนุษย์มีความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น อีกทั้งเพื่อพัฒนากระบวนการผลิตที่ได้มาตรฐานเดียวกัน ทำให้เกิดการแข่งขันทั้งทางด้านปริมาณและคุณภาพ ในเชิงปริมาณได้แก่ การผลิตสินค้าได้เป็นจำนวนมาก รวดเร็ว การเดินทางที่ไปได้ไกลกว่า เร็วกว่า ประหยัดต้นทุนกว่าเดิม เป็นต้น ในเชิงคุณภาพ ได้แก่ การผลิตสินค้าที่ทนทาน ปราณีต ปลอดภัย สวยงาม ใช้วัสดุดี เป็นต้น การปฏิวัติในยุคนี้ทำให้เกิดระบบเศรษฐกิจที่ซับซ้อนและขยายตัว เกิดอำนาจต่อรองมากขึ้นในสังคมมนุษย์
        การปฏิวัติคอมพิวเตอร์ หรือยุคหลังการปฏิวัติอุตสาหกรรม เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพพลังสมองมนุษย์ ด้วยการนำเครื่องจักรมาช่วยคำนวณ เก็บรวบรวมและสื่อสารข้อมูล การพัฒนาระบบคอมพิวเตอร์ขึ้นมาทำให้เกิดแนวทางการบริหารภาคเกษตรกรรมซึ่งเป็นส่วนที่ผลิตอาหารและวัตถุดิบแก่สังคม ภาคอุตสาหกรรมซึ่งเป็นส่วนผลิตสินค้าและการขนส่ง และภาคข้อมูลข่าวสาร ใช้เพื่อการตัดสินใจให้แก่ภาคเกษตรกรรมและอุตสาหกรรม ในยุคนี้ผู้รู้ข้อมูลมากกว่าย่อมเป็นผู้ได้เปรียบในสังคม

การนำระบบ แคด/แคม มาใช้กับองค์กร
        ระบบแคด/แคม ถือเป็นต้นทุนตัวหนึ่งในกระบวนการผลิต การใช้งานระบบอย่างคุ้มค่าจึงเป็นการลดต้นทุนได้ทางหนึ่ง ทั้งนี้ในช่วงแรกของการใช้งานระบบแคด/แคมจะมีต้นทุนค่อนข้างสูง แต่กลับลดลงในระยะยาวเมื่อองค์กรมีความพร้อม ประกอบกับข้อมูลที่เกิดขึ้นในระหว่างการผลิตมีสะสมมากขึ้น เราจะพบจุดเด่นของการนำระบบแคด/แคม มาใช้ในองค์กรดังนี้

การเป็นระบบงานอัตโนมัติ
        ระบบงานอัตโนมัติ หรือ Automated tasks เป็นวิธีทำงานโดยนำเครื่องจักรมาดำเนินการแทนบุคคล โดยระบบงานอัตโนมัติจะทำงานตามเงื่อนไข หรือโปรแกรมที่วางแผนไว้ ดังนั้นระบบงานอัตโนมัติจึงเหมาะสำหรับงานที่ทำซ้ำกัน ซึ่งสามารถเปลี่ยนแปลงการทำงานได้ตามตัวแปรที่แตกต่างกันออกไปตามลักษณะงานแต่ละชนิด การนำระบบงานอัตโนมัติมาใช้ในองค์กรจำเป็นต้องเริ่มจากการนำงานที่มีในระบบทั้งหมดมาวิเคราะห์เพื่อแตกกระบวนการทำงานออกเป็นหน่วยย่อยที่สุด จากนั้นจึงนำงานในหน่วยย่อยเหล่านั้นมาพิจารณาว่าระบบแคด/แคม ที่มีอยู่จะสามารถรองรับลักษณะงานประเภทใดได้บ้าง

         เมื่อทดลองใช้ระบบงานอัตโนมัติแล้วจึงทำการตรวจวัดความคุ้มทุนการใช้งานระบบแคด/แคมกับลักษณะงานที่กำหนดไว้ ซึ่งในช่วงแรกผู้ใช้งานระบบ ฯ ต้องอาศัยเวลาในการปรับตัวเพื่อสร้างความชำนาญ ในขณะเดียวกันจะมีการสร้างและสะสมข้อมูลจนเป็นคลังข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการผลิตในอนาคต ซึ่งจะอำนวยความสะดวกในการใช้งานระบบ ฯ ในครั้งต่อไป

        ในการทำงานด้านการออกแบบจะพบว่ามีงานที่ระบบงานอัตโนมัติสามารถเข้ามาเกี่ยวข้องคือ งานเอกสาร และงานนำเสนอ ซึ่งประกอบด้วยงานพิมพ์เอกสารทั่วไปด้วยโปรแกรมประมวลผลคำ โปรแกรมคำนวณประเภทสเปรด์ชีต การเขียนแบบร่าง การสร้างภาพจำลองสามมิติ และการสร้างภาพเคลื่อนไหวที่สมจริง งานเหล่านี้นักออกแบบเป็นผู้ใช้งานในระบบงานอัตโนมัติด้วยการเป็นผู้ป้อนข้อมูลเข้าสู่ระบบ โดยระบบงานอัตโนมัติเป็นตัวประมวลผลข้อมูล ซึ่งผลลัพท์อาจเป็นจำนวนตัวเลข หรือภาพกราฟิกที่เคลื่อนไหวไปมาก็ได้
        ระบบงานอัตโนมัติมีต้นทุนการใช้งานดังนี้

  • ฮาร์ดแวร์ และซอฟต์แวร์
        เป็นค่าใช้จ่ายที่ขึ้นกับลักษณะงาน ยิ่งงานมีความซับซ้อนสูงขึ้นย่อมต้องการฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้นตามลำดับ ทำให้ต้นทุนของการผลิตสูงตามไปด้วย ฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์เป็นเครื่องมือในกระบวนการผลิต การใช้งานอย่างคุ้มค่าจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นเนื่องจากตัวระบบ ฯ จะล้าสมัยไปในเวลาอันสั้น
  • บุคลากร และการพัฒนา
        ค่าจ้างของบุคลากรที่มีความพร้อมและทักษะในระบบงานอัตโนมัติจะมีสูงกว่าผู้ไม่รู้ระบบงาน การพัฒนาบุคลากรให้รู้ระบบงานอัตโนมัติก็มีค่าใช้จ่ายเพื่อฝึกอบรม ความคุ้มทุนจะเกิดขึ้นกับประสิทธิภาพการทำงานภายหลังการฝึกอบรม
  • เวลา
        เป็นต้นทุนที่แฝงอยู่ในกระบวนการผลิตโดยทั่วไป การผลิตที่มีประสิทธิภาพสูงย่อมให้ผลผลิตมากแต่ใช้เวลาน้อย ทำให้ค่าใช้จ่ายในการเดินระบบงาน (กระแสไฟ น้ำ ค่าจ้างบุคลากร ค่าเสื่อมอุปกรณ์ ฯลฯ) ลดลงไปด้วย การปรับตัวของพนักงานจากระบบเดิมเป็นระบบงานอัตโนมัติต้องอาศัยเวลา
  • ความเสียหาย จากตัวระบบงานอัตโนมัติเอง
        ความเสียหายอาจเกิดจากความผิดพลาดของพนักงานที่ยังขาดประสบการณ์กับระบบงานอัตโนมัติ รวมถึงการสูญหายข้อมูลอันเนื่องจากความล้มเหลวของระบบงานอัตโนมัติเอง เช่นเกิดความผิดพลาดขึ้นกับซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ กระแสไฟฟ้าขัดข้อง ซึ่งในกรณีหลังจะลดน้อยลงตามลำดับเมื่อองค์กรได้ติดตั้งระบบสำรองกระแสไฟ และระบบสำรองข้อมูล ซึ่งถือเป็นต้นทุนที่เพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน
  •         อย่างไรก็ดีในระยะยาวจะพบว่าระบบงานอัตโนมัติจะลดค่าใช้จ่ายขององค์กรลงอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากระบบงานอัตโนมัติมีจุดเด่นที่ เป็นการรวมความสามารถในการจัดการงานประเภทต่าง ๆ ได้หลากหลาย ขึ้นอยู่กับการติดตั้งซอฟต์แวร์ลงในตัวระบบฯ ดังนั้นองค์กรจึงประหยัดค่าใช้จ่ายได้กับการดำเนินงานที่หลากหลาย เห็นได้จากในปัจจุบันสำนักงานทนายความจำนวนไม่น้อยเลิกจ้างพนักงานพิมพ์เอกสาร แล้วหันมาใช้โปรแกรมประมวลผลคำแทน
            การลดค่าใช้จ่ายขององค์กรลงด้วยระบบงานอัตโนมัติทำได้หลายประการ 

            ประการแรก การนำฐานข้อมูลเดิมมาใช้ จะเกิดขึ้นภายหลังจากการนำระบบงานอัตโนมัติมาใช้งานในระยะยาวกับงานที่ทำเป็นประจำ ทั้งนี้ข้อมูลจำนวนหนึ่งสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้อีกเสมอ ซึ่งผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นงานใหม่ทุกครั้ง
            ประการที่สอง ลดจำนวนสมาชิกในองค์กรลง โดยนำระบบงานอัตโนมัติเข้าไปใช้แทน ดังจะเห็นได้จากการปรับขนาดองค์กรหลายแห่งภายหลังวิกฤตการณ์เศรษฐกิจในประเทศไทย สถาบันการเงินทุกแห่งได้ปรับลดจำนวนพนักงานลงเพื่อลดต้นทุนการดำเนินงาน แล้วนำระบบงานอัตโนมัติมาใช้แทน ในงานออกแบบสถาปัตยกรรม และการตกแต่งภายใน สำนักงานออกแบบเริ่มหันมานิยมใช้การนำเสนอผ่านโปรแกรมคอมพิวเตอร์กราฟิกให้กับลูกค้า แทนการสร้างหุ่นจำลองที่มีค่าใช้จ่ายสูงกว่าเป็นต้น
            ประการสุดท้าย ลดความคับคั่งในสายงาน เราจะพบว่าแต่ละหน่วยงานในองค์กรล้วนมีระดับภาระงานที่แตกต่างกัน บางหน่วยงานมีเวลาเพียงพอสำหรับงานที่ได้รับมอบ แต่ในบางหน่วยงานเวลากลับเป็นข้อจำกัดที่ไม่สามารถทดแทนได้ด้วยกำลังคน เช่นงานสืบค้นข้อมูล หากเป็นการสืบค้นโดยบุคคลย่อมใช้เวลามาก และถ้ามีความต้องการหลั่งไหลเข้ามามากเท่าไร ก็ทำให้เกิดการคับคั่งขึ้นในหน่วยงานมากขึ้นตามลำดับ ผลที่ตามมาคือ การรอ ความรีบร้อน ความเครียด การนำระบบงานอัตโนมัติมาใช้นอกจากเกิดความรวดเร็ว ลดความผิดพลาดจากตัวบุคคลแล้ว ยังทำให้เกิดลำดับของงานที่ป้อนเข้าสู่ระบบอีกด้วย

    การเป็นระบบที่ลดต้นทุนการจัดการข้อมูล
            ความจริงอย่างหนึ่งที่พบได้ในการบริหารโครงการออกแบบสถาปัตยกรรม การออกแบบผลิตภัณฑ์สินค้า การนำเสนอ ฯลฯ คือยิ่งโครงการมีขนาดใหญ่ยิ่งมีค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการจัดการข้อมูลและข่าวสารที่ใช้ในระหว่างการดำเนินงานมากขึ้น รวมทั้งยังต้องมีการสื่อสารแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างบุคลากรในโครงการมากขึ้น ซึ่งหมายถึงค่าใช่จ่ายที่สูงขึ้นตามลำดับ
            ในโครงการออกแบบไม่ว่าเล็กหรือใหญ่จะมีค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับข้อมูลที่เหมือนกันคือ
            1) ค่าการเก็บรักษาข้อมูล
            ข้อมูลส่วนใหญ่มักอยู่ในรูปของเอกสาร และวัตถุซึ่งใช้เนื้อที่เก็บ และอาจมีการสูญสลายไปตามคุณภาพของวัสดุเอกสารนั้น การเก็บรักษาข้อมูลในระบบงานอัตโนมัติ มักอยู่ในรูปข้อมูลดิจิทัลเป็นส่วนใหญ่ จุดเด่นของข้อมูลดิจิทัลคือมีความเที่ยงตรงแม่นยำสูง เนื่องจากเป็นข้อมูลที่ถูกแปลงเป็นรหัสจึงทำให้ใช้เนื้อที่เก็บน้อยกว่าการเก็บในรูปเอกสาร หรือภาพถ่าย อีกทั้งยังสามารถบีบอัด ย่อได้ ทำให้มีต้นทุนในการเก็บรักษาข้อมูลที่ค่อนข้างต่ำเมื่อเปรียบเทียบกับขนาดของข้อมูล แต่จะมีจุดอ่อนที่ต้องอาศัยอุปกรณ์เฉพาะเป็นตัวแสดงผล ในปัจจุบันแนวโน้มในการเก็บข้อมูลในรูปของสื่อดิจิทัลมากขึ้นเป็นลำดับ ดังจะเห็นได้จากการพัฒนาสื่อบันทึกข้อมูลดิจิทัล ได้แก่ แผ่นซีดี วีดีโอ-ซีดี ดีวีดี (Digital Versatile Disk) ที่กำลังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง
            2) ค่าการสื่อสารข้อมูล
            หากพิจารณาลักษณะงานออกแบบ จะพบว่าประเภทค่าใช้จ่ายที่มีผลกระทบต่อโครงการออกแบบส่วนใหญ่คือการสื่อสาร โครงการที่มีขนาดใหญ่ขึ้นก็จะมีผู้เข้าไปเกี่ยวข้องกับโครงการมากยิ่งขึ้น ผู้บริหารโครงการจึงต้องเสียค่าใช้จ่ายในการติดต่อสื่อสารกับบุคคลในโครงการมากขึ้นเป็นลำดับ โครงการขนาดใหญ่หลายโครงการต้องล้มลงหรือขาดทุน เนื่องจากค่าใช้จ่ายการสื่อสารข้อมูลที่สูง

            ในระยะแรกของการลงทุนใช้ระบบแคด/แคม อาจเป็นการเพิ่มค่าใช้จ่ายให้กับโครงการ เนื่องจากต้องมีการแปลงข้อมูลแอนะล็อคให้เป็นดิจิทัล ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยอุปกรณ์เฉพาะแต่ละด้าน เช่น การส่งเอกสารไปตามสายโทรศัพท์จะใช้เครื่องโทรสาร แต่หากเป็นการส่งภาพสีต้องบันทึกภาพด้วยกล้องดิจิทัลหรือแปลงภาพด้วยเครื่องกราดภาพ แล้วจึงส่งแฟ้มข้อมูลภาพผ่านระบบโครงข่ายบริการสื่อสารร่วมระบบดิจิทัล (ISDN) หรือใช้ระบบโมเดม (MODEM) ผ่านเครือข่ายโทรศัพท์ ซึ่งค่าใช้จ่ายที่กล่าวนี้จะเกิดขึ้นกับการตั้งระบบใหม่ แต่ในระยะยาวจะเป็นประโยชน์ด้วยการนำส่งผ่านข้อมูลข่าวสารทางอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมดแทน ปัจจุบันนี้นักออกแบบที่ใช้โปรแกรมแคด/แคมจะได้รับความสะดวกมากกว่าแต่ก่อน เมื่อโปรแกรม ฯ ช่วยให้นักออกแบบติดต่อสื่อสารกันได้ผ่านเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ตนเองกำลังใช้งานอยู่ ไปยังเครือข่ายท้องถิ่น (Local area network) ซึ่งอาจเป็นภายในอาคารสำนักงาน หรืออาจส่งข้อมูลผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตได้ด้วย
            การพัฒนาของระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ในปัจจุบันช่วยให้นักออกแบบทำงานได้ง่ายขึ้นกว่าแต่ก่อนด้วยวิธี ทำงานจากระยะไกล ทำให้การทำงานของนักออกแบบแตกต่างไปจากเดิมด้วยการไม่จำกัดสถานที่และเวลา กล่าวคือนักออกแบบอาจทำงานชิ้นหนึ่งจากบ้านพักของตน โดยไม่จำเป็นต้องกังวลถึงเวลาเลิกงานกลับบ้าน หรืออาจประชุมระยะไกล (Teleconference) เกี่ยวกับแปลนอาคารหลังหนึ่งจากมุมหนึ่งของโลกไปยังสถานที่ก่อสร้างที่ตั้งอยู่อีกประเทศหนึ่งก็ได้ ปัจจุบันบริษัทออกแบบสถาปัตยกรรมหลายแหล่งในประเทศตะวันตกได้หันมาใช้ประโยชน์จากการสื่อสารด้วยระบบงานอัตโนมัติ โดยเปิดสำนักงานในประเทศที่มีทำเลที่ตั้งดี มีค่าใช้จ่ายสำนักงานและค่าแรงต่ำ สามารถเข้าถึงตัวลูกค้าและพื้นที่ปฏิบัติงานสะดวก โดยอาศัยเพียงเครื่องคอมพิวเตอร์แบบพกพาเป็นเครื่องมือติดต่อสื่อสารและตัดสินใจ โดยที่นักออกแบบและผู้ร่วมงานเหล่านั้นอาจกระจายอยู่ในส่วนต่างๆ ของภูมิภาค
            3) ค่าการแปลงข้อมูลเป็นรูปแบบอื่น
            ข้อมูลไม่จำเป็นต้องเป็นตัวอักษร ตัวเลข หรือรหัสเท่านั้น แต่ยังรวมถึงรูปภาพ 2มิติและ 3มิติที่สามารถแปลงกลับไปกลับมาได้ ทั้งนี้นักออกแบบมักนิยมเขียน ภาพผังพื้น ภาพด้านหน้า ภาพด้านข้าง ของวัตถุก่อน แล้วจึงสร้างเป็นภาพสามมิติหรือภาพทัศนียภาพที่มีสีสันสมจริง กระบวนการเหล่านี้ต้องอาศัยช่างเขียนที่มีความชำนาญและเป็นค่าใช้จ่ายอย่างหนึ่ง โดยค่าใช้จ่ายเหล่านี้จะสูงขึ้นอีก เมื่อภาพสามมิติถูกนำมาพัฒนาเป็นภาพเคลื่อนไหวผสมผสานกับระบบเสียง การนำระบบแคดมาใช้สามารถรวมกระบวนการสร้างภาพสองมิติ สามมิติ ภาพเคลื่อนไหว และการสร้างเป็นต้นแบบผลิตภัณฑ์ ได้อย่างเบ็ดเสร็จ ซึ่งข้อมูลจะถูกรวมไว้ภายใต้ฐานข้อมูลเดียวกัน ทำให้ต้นทุนการแปลงข้อมูลอยู่ในระดับต่ำมาก 

            การใช้งานระบบแคด/แคมยังมีจุดเด่นที่ข้อมูลที่ใช้งานสามารถใช้ร่วมกันระหว่างโปรแกรมแคด/แคมได้ในท้องตลาดได้ บริษัทออกแบบหลายแห่งที่ใช้ระบบโปรแกรมคอมพิวเตอร์ช่วยออกแบบที่ต่างกันสามารถลดค่าใช้จ่ายในการแปลงข้อมูลโดยการใช้แฟ้มข้อมูลประเภท IGES และ DXF ซึ่งเป็นมาตรฐานแฟ้มข้อมูลสำหรับระบบคอมพิวเตอร์ช่วยออกแบบ

    การเป็นระบบตรวจสอบและลดความผิดพลาด
            ความผิดพลาดอาจเกิดได้จากการสื่อสารข้อมูลที่เกิดขึ้นจากบุคคล ซึ่งทำให้เกิดค่าใช้จ่ายในการแก้ไขข่าวสาร ความผิดพลาดที่มักพบเห็นบ่อยในรูปของเอกสารคือการสะกดตัวอักษรผิด คำสะกดผิดในหน้าเอกสารอาจแก้ไขให้ถูกต้องได้ด้วยโปรแกรมประมวลผลคำที่มี ประสิทธิภาพสูง ในส่วนของโปรแกรมแคด/แคมสามารถตรวจสอบการสร้างภาพโครงลวด 2มิติ เพื่อนำไปสร้างเป็นภาพโครงลวด 3มิติ ความผิดพลาดอาจเกิดขึ้นจากรอยต่อระหว่างเส้นตรงไม่บรรจบกัน ซึ่งโปรแกรมจะแจ้งให้ผู้ใช้ทราบก่อนดำเนินการสร้างเป็นภาพ 3มิติ สิ่งเหล่านี้เป็นวิธีตรวจสอบของระบบงานอัตโนมัติที่จะช่วยลดต้นทุนการทำงานได้ดี โดยทั่วไปการตรวจสอบโดยระบบฯ มีด้วยกัน 3 ระดับ 

            1. ความผิดพลาดทางศัพท์ หรือ Lexical errors วิธีการนี้จะใช้ฐานข้อมูลที่มีอยู่ในโปรแกรมมาเปรียบเทียบข้อมูลที่ป้อนเข้าในระบบ ฯ โดยโปรแกรมจะแจ้งเตือนแก่ผู้ใช้หากข้อมูลที่ป้อนไม่ตรงกับฐานข้อมูลที่ใช้ตรวจสอบ เราจะพบเห็นการตรวจความผิดพลาดประเภทนี้ได้ในโปรแกรมประมวลผลคำที่สามารถตรวจสอบคำผิดให้ผู้ใช้ หลักการนี้ยังนำมาใช้กับระบบจับคู่ด้วยคอมพิวเตอร์ หรือซีเอ็มเอส (Computerize Matching Systems) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีในอุตสาหกรรมที่ต้องใช้หุ่นยนต์เพื่อแยกแยะชิ้นส่วนต่าง ๆ ออกจากกันได้ โดยคอมพิวเตอร์จะนำข้อมูลภาพวัตถุที่ตรวจไปเปรียบเทียบกับรูปวัตถุต้นแบบในฐานข้อมูล
            2. ความผิดพลาดทางวากยสัมพันธ์ หรือ Syntax errors เป็นการตรวจความถูกต้องตามหลักวิธีที่กำหนดมาตามกระบวนการ ระเบียบวิธี ไวยากรณ์ หรือ ตรรกะ เช่น 1 จะต้องตามด้วย 2 เสมอ หรือ รูปเหลี่ยมโพลีกอนจะต้องแบนราบจะนูนโค้งไม่ได้ วิธีการนี้จะพบได้ในโปรแกรมประยุกต์ที่ถูกสร้างขึ้นมาอย่างพิถีพิถัน รัดกุม เพื่อลดความผิดพลาดให้กับผู้ใช้ให้มากที่สุด
            3. ความผิดพลาดทางอรรถบท หรือ Semantic errors เป็นการตรวจหาความผิดพลาดที่เกิดจากผลงานที่ไม่ตรงกับความหมายหรือวัตถุประสงค์การใช้งาน ซึ่งอาจเป็นการแปลภาษา หรือการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ไม่ตรงกับความต้องการในท้องตลาด การตรวจความผิดพลาดชนิดนี้มักวางอยู่บนพื้นฐานของความเข้าใจและประสบการณ์ ความงาม ความพึงพอใจ ซึ่งมนุษย์ควรเป็นผู้ตรวจสอบงานลักษณะนี้มากกว่าคอมพิวเตอร์ อย่างไรก็ดีได้มีการวิจัยพัฒนาระบบปัญญาประดิษฐ์ที่นำหลักการ ตรรกศาสตร์คลุมเคลือ (Fuzzy logic) มาใช้ เพื่อให้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ทำงานได้เองโดยเลือกตัวแปรที่เหมาะสมที่สุด

    การเป็นระบบช่วยลดความเสี่ยง
            ระบบแคด/แคม ถูกนำมาใช้ตรวจสอบความเป็นไปได้ของโครงการออกแบบ โดยการนำฐานข้อมูลที่มีจำนวนมากมาทดสอบ วิธีการนี้เป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับกระบวนการออกแบบและผลิตทางอุตสาหกรรม เนื่องจากผู้ออกแบบสามารถจำลองสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับผลิตภัณฑ์ได้อย่างละเอียดโดยอาศัยตัวแปรต่างๆ ในฐานข้อมูลของระบบแคด/แคม ทำให้ลดต้นทุนการผลิตที่อาจจะเกิดจากความเสียหายลง ตัวอย่างเช่น โปรแกรมแคด/แคมสามารถช่วยให้นักออกแบบเฟอร์นิเจอร์เลือกใช้วัสดุใหม่ ๆ ที่เหมาะสมกับรูปแบบของงาน และคุณสมบัติของวัสดุที่ใช้เป็นโครงสร้างรับน้ำหนักได้เหมาะสม โดยนักออกแบบอาจไม่จำเป็นต้องสร้างเฟอร์นิเจอร์ขึ้นมาเพียงเพื่อใช้ทดสอบความแข็งแรง 

            การนำระบบแคด/แคมมาใช้วิเคราะห์ความเสี่ยง เอื้อประโยชน์แก่นักออกแบบดังนี้
            1. ลดงานและค่าใช้จ่ายการวิเคราะห์ความเสี่ยง ในกระบวนการผลิตจะต้องมีการวิเคราะห์ความเสี่ยงของโครงการโดยผู้ชำนาญการ เพื่อหาความคุ้มทุนของการผลิต ซึ่งค่าใช้จ่ายในการจ้างผู้ชำนาญการแต่ละด้านมาตรวจสอบความเสี่ยงนับเป็นต้นทุนที่สูงมาก การนำระบบแคด/แคมที่รองรับการผลิตแต่ละด้านมาใช้งานจะทำให้นักออกแบบสามารถวิเคราะห์ความเสี่ยงในการผลิตได้ในระดับหนึ่ง ซึ่งค่าใช้จ่ายส่วนนี้จะถูกนำไปใช้ประโยชน์ในส่วนอื่นได้ต่อไป
            2. ใช้ทำนายผลที่จะเกิดขึ้น การใช้โปรแกรมแคด/แคมทำให้นักออกแบบสามารถทำนายผลที่อาจเกิดขึ้นกับผลิตภัณฑ์ที่ออกแบบ โดยการทดสอบกับสถานการณ์จำลองในรูปแบบต่าง ๆ เช่นนักออกแบบบรรจุภัณฑ์สามารถใช้โปรแกรมแคด/แคมทดสอบความแข็งแรงของรูปแบบกล่องที่ออกแบบขึ้น ด้วยการจำลองสถานการณ์ให้กล่องตกจากที่สูงโดยนักออกแบบสามารถเปลี่ยนแปลงค่าตัวแปร เช่น ระดับความสูงที่ตก น้ำหนักกล่อง ประเภทวัสดุ รูปร่าง ฯลฯ ก่อนสร้างจริง ประติมากรสามารถใช้โปรแกรมแคดจำลองประติมากรรมขนาดใหญ่ ๆ ที่จะสร้างขึ้นเพื่อศึกษาทัศนียภาพลวงตา รวมทั้งจำลองระบบแสงไฟเพื่อให้ประติมากรรมที่สร้างขึ้นมีความสง่างาม เข้ากับสิ่งแวดล้อมโดยรอบ
            จะเห็นว่าการนำระบบแคด/แคมมาใช้งานได้เปลี่ยนวิธีการผลิต จากเดิมที่อาศัยแต่เพียงประสบการณ์ของผู้ออกแบบ มาเป็นการใช้ฐานข้อมูลเป็นตัวแปรในการคำนวณสร้างสถานการณ์จำลอง เพื่อลดความเสี่ยงต่อความเสียหายที่จะเกิดขึ้นได้อย่างดี

    ขยายฐานลูกค้าและสร้างความเข้าใจ
            ระบบแคดเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับงานด้านการนำเสนอไปพร้อม ๆ กับงานออกแบบ ข้อมูลส่วนใหญ่ที่แสดงในระบบแคด ประกอบด้วยภาพ ผังพื้น ด้านข้าง ด้านหน้า ภาพตัดขวาง ภาพทัศนียภาพ ซึ่งเป็นข้อมูลที่เป็นระบบ สามารถสร้างความเข้าใจให้กับลูกค้าได้ง่าย นอกจากนี้ระบบแคดในปัจจุบันมีประสิทธิภาพสูงในการสร้างภาพจำลอง 3มิติที่ให้ความสมจริง และยังสามารถสร้างภาพเคลื่อนไหวที่ให้ความตื่นตาตื่นใจแก่ผู้ชมอีกด้วย
            ในการศึกษาความคุ้มทุนของการใช้สื่อนำเสนอระหว่าง ภาพเคลื่อนไหวคอมพิวเตอร์กราฟิก สื่อสิ่งพิมพ์ และหุ่นจำลอง (รูปที่ 8) พบว่าภาพเคลื่อนไหวคอมพิวเตอร์กราฟิก และสื่อสิ่งพิมพ์มีค่าใช้จ่ายที่แปรผันตามจำนวนผู้ชมสื่อ นั่นคือสื่อสิ่งพิมพ์จะมีค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นตามจำนวนผู้เข้าชม ในขณะที่ภาพเคลื่อนไหวคอมพิวเตอร์กราฟิกกลับมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นน้อยกว่า ทั้งนี้ค่าใช้จ่ายสื่อคอมพิวเตอร์กราฟิกจะสูงในช่วงการผลิต แต่เมื่อนำมาเสนอกับผู้ชมจำนวนมากจึงทำให้ค่าใช้จ่ายถูกลง ส่วนการนำเสนอด้วยหุ่นจำลองจะมีค่าใช้จ่ายคงที่ไม่ขึ้นกับจำนวนผู้ชมและมีจุดเด่นที่เป็นวัตถุสามมิติ แต่ก็มีจุดอ่อนที่มีขนาดเล็ก
            นอกจากความได้เปรียบในแง่ค่าใช้จ่ายที่ลดลงตามจำนวนผู้เข้าชมที่เพิ่มขึ้นแล้ว ภาพเคลื่อนไหวคอมพิวเตอร์กราฟิกยังมีจุดเด่นที่การเป็นสื่อที่ให้เสียง ภาพเคลื่อนไหว เทคนิคพิเศษที่สร้างความตื่นตา และยังสามารถพัฒนาไปสู่ระบบสื่อประสมหรือมัลติมีเดียได้อีกด้วย ภาพเคลื่อนไหวคอมพิวเตอร์กราฟิกจึงเป็นสื่อที่ให้ผลตอบแทนแก่ผู้ใช้สูงที่สุดในบรรดาสื่อที่กล่าวมา

            โดยสรุปการนำระบบแคด/แคมมาใช้ในองค์กรในระยะแรก ผู้บริหารจำเป็นต้องวางแผนรองรับค่าใช้จ่ายในการวางระบบ ฯ รวมทั้งเวลาที่ใช้ในการปรับตัวของพนักงานเพื่อให้เกิดความชำนาญกับระบบใหม่ ภายหลังจากการนำระบบแคด/แคมมาใช้จะพบว่าองค์กรมีข้อมูลที่เกิดขึ้นจากการทำงานในระบบสะสมมากยิ่งขึ้น ทำให้การทำงานในระบบ ฯ สะดวกรวดเร็วกว่าเดิม ถือเป็นข้อได้เปรียบของแต่ละองค์กร สิ่งที่น่าพิจารณาต่อไปคือการปกป้องฐานข้อมูลของหน่วยงานที่มีมากขึ้น ซึ่งต่อไปเป็นต้นทุนสำคัญตัวหนึ่งในกระบวนการผลิต อย่างไรก็ดีองค์กรด้านการออกแบบและนักออกแบบต่างมุ่งแข่งขันสร้างผลงานที่มี คุณภาพ ประหยัดค่าใช้จ่าย ทันกำหนดเวลา และคงความได้เปรียบในท้องตลาด ในฐานะนักออกแบบและผู้บริหารองค์กรจึงควรหันมาพิจารณาระบบแคด/แคม สำหรับเป็นเครื่องมือพัฒนาศักยภาพให้แก่องค์กร ฯ ต่อไป



    อ้างอิง
    Mitchel, William J., McCullough, Malcolm Digital Design Media. Van Nostrand Reinhold,1995.
    ปุณณรัตน์ พิชญไพบูลย์. Computer Graphics สำหรับนักออกแบบ, สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, กรุงเทพ, 2542.

    หนังสือแนะนำอ่านประกอบ
    อำนาจ ทองแสน. เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ช่วยออกแบบและผลิต, สำนักพิมพ์ ส.ส.ท., กรุงเทพ, 2542.

    การติดตั้งคอมพิวเตอร์และสิ่งที่ควรตรวจสอบเสมอๆ
    ข้อควรตรวจสอบเกี่ยวกับการติดตั้งคอมพิวเตอร์
    1. พื้นที่สำหรับติดตั้งคอมพิวเตอร์ควรมีแข็งแรงพอที่จะรองรับน้ำหนักของคอมพิวเตอร์ได้ พื้นโต๊ะสำหรับคอมพิวเตอร์ควรสะอาด ปราศจากฝุ่นละอองหรือสิ่งกีดขวางการใช้งาน นอกจากนี้ควรติดตั้งคอมพิวเตอร์ให้ห่างจากผนังเป็นระยะไม่น้อยกว่า 3 นิ้วฟุต และควรตรวจดูว่าบริเวณที่ว่างด้านหลังคอมพิวเตอร์มีการถ่ายเทอากาศที่ดี
    2. ควรระวังเกี่ยวกับละอองฝนหรือหยดน้ำ นอกจากนี้ยังไม่ควรติดตั้งคอมพิวเตอร์ในสถานที่ที่ถูกแสงแดดโดยตรง,หรือพื้นที่ที่มีอุณหภูมิสูงเกินไปหรือต่ำเกินไป ช่วงอุณหภูมิที่เหมาะสำหรับคอมพิวเตอร์คือ 10 องศาเซลเซียสถึง 35 องศาเซลเซียส
    3. ระวังอย่าให้ของเหลวหรือน้ำหยดลงไปในคอมพิวเตอร์หรือคีย์บอร์ด
      - หากมีน้ำหยดเข้าไปในคอมพิวเตอร์หรือคอมมพิวเตอร์ถูกละอองฝนโดยตรงให้ปิดคอมพิวเตอร์แล้วนำไปให้ช่างผู้ชำนาญการตรวจสอบ
      - หากทำน้ำหวานหรือสารเคมีหยดใส่คีย์บอร์์ดในคีย์บอร์ดออกแล้วนำไปให้ช่างผู้ชำนาญการตรวจสอบ
      - หากทำน้ำหยดลงบนคีย์บอร์ด ให้นำคีย์บอรร์ดออกจากคอมพิวเตอร์แล้วทำให้แห้งโดยการยกตะแคงหรือผึ่งลม แล้วนำคีย์บอร์ดไปทดสอบใช้งาน หากไม่สามารถใช้งานได้ให้นำไปให้ช่างผู้ชำนาญการตรวจสอบ
      - ควรตรวจดูว่าช่องระบายความร้อนและถ่ายเเทอากาศด้านหลังของกล่องหน่วยประมวลผลกลางบริเวณพัดลมของกล่องหน่วยประมวลผลกลางและบริเวณด้านบนของจอภาพ สามารถระบายอากาศได้ดี ไม่ควรตั้งวัตถุใดๆ ที่อาจกีดขวางการระบายอากาศได้
    ก่อนทำความสะอาดเครื่องคอมพิวเตอร์ทั้งกล่องหน่วยประมวลผลกลางและจอภาพ ต้องถอดปลั๊กไฟของคอมพิวเตอร์ออกก่อน เพื่อป้องกันอันตรายจากไฟฟ้าลัดวงจร

    ข้อควรระมัดระวังเกี่ยวกับการทำความสะอาดคอมพิวเตอร์
    1. ทำความสะอาดภายนอกกล่องประมวลผลกลางและจอภาพโดยใช้ผ้าสักหลาดหรือผ้านุ่มเช็ดฝุ่นละออง ไม่แนะนำให้ใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดจำพวกสารเคมี เนื่องจากอาจทำให้สาร เคลือบและฉนวนที่ห่อหุ้มคอมพิวเตอร์ชำรุดได้
    2. หากจำเป็นควรทำความสะอาดโดยการกำจัดฝุ่นละอองออกจากช่องระบายอากาศเพื่อให้การ ระบายอากาศดี
    3. ถึงแม้ว่าคอมพิวเตอร์รุ่นใหม่ๆจะออกแบบให้มีระบบประหยัดพลังงานในระหว่างที่เปิดคอมพิวเตอร์ทิ้งไว้โดยไม่ใช้งานก็ตาม แต่ถ้าหากผู้ใช้งานพิจารณาเห็นว่าจะไม่ใช้งานคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน ควรปิดสวิตช์คอมพิวเตอร์เพื่อยืดอายุการใช้งาน